เดยัน ลอฟเรน ”ผมเชื่อมั่นหงส์เสมอ”

จะต้องนับได้ว่าเป็นข่าวดีในช่วงฟอร์มแย่ๆของ ลิเวอร์พูล เมื่อ เดกระทั่งถึง ลอฟเรน ป้อมปราการหลังจอมเข้มแข็ง ตกลงใจขยายสัญญาอยู่คุมแนวรับให้ ''หงส์แดง'' ไปถึงปี 2021 พร้อมออปชั่นขยายได้อีก 1 ปี แน่นอนว่าการสลัดหมึกคราวนี้เจ้าตัวพร้อมทั้งกายแล้วก็ดวงใจที่จะฝากอนาคตของเขาเอาไว้ในถิ่นแอนฟิลด์ แล้วก็มั่นใจว่าทีมชุดนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ที่สาวก ''เดอะ ค็อป'' รอคอยมานาน

ลอฟเรน อยู่กับ ลิเวอร์พูล มาเป็นฤดูลำดับที่สามแล้ว ภายหลังจากเซ็นสัญญาย้ายมาจาก เซาธ์หมูแฮมป์ตัน เมื่อก.ค. 2014 เขาลงเล่นให้ยอดทีม "เดอะ เร้ดส์" ไปแล้ว 105 เกมจากการแข่งขันชิงชัยทุกรายการของสังกัดเดิม แล้วก็ส่งบอลเข้าไปซุกตูดตาข่ายได้ 4 ลูก

การที่ พบร์เก้น คล็อปป์ มี ลอฟเรน คุมเกมรับคงจะเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยม เหตุเพราะนักฟุตบอลปรับตัวเข้ากับทีมได้แล้ว แล้วก็สามารถยืนเป็นตัวหลักในเกมรับให้ "หงส์แดง" ได้อย่างอดทน ที่สำคัญถ้าเกิดพวกเขามีคู่เซนเตอร์แบ็กที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพอีกซักคน มั่นใจว่าแฟนบอลพันธุ์แท้ "เดอะ เร้ดส์" คงจะดวงใจชื่นว่าจะไม่เสียประตูกล้วยๆเสมือนช่วงที่ผ่านๆมา

"ผมคิดว่านี่เป็นวันที่สุดพิเศษสำหรับผม แล้วก็ครอบครัวของผม ผมคิดว่าผมเป็นคนที่เป็นสุขที่สุดในโลกสำหรับวันนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เป็นจริง มันเป็นความฝันของผมเสมอที่ได้อยู่กับซักชมรมให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ผมรักชมรมแห่งนี้ ผมรักลิเวอร์พูล"

"ภายหลังที่ทั้งหมดทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงต้น ถัดมาอีก 2 ฤดูต่อไปผมคิดว่าผมทำผลงานได้ดีกว่าในซีซั่นแรก ชมรมให้รางวัลกับผม พวกเขาเชื่อถือในตัวผม แล้วก็แฟนบอลก็ด้วยเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ผมเคารพอย่างยิ่งภายหลังที่ทั้งหมดทุกอย่างเกิดขึ้น ผมพอใจกับทุกเรื่อง แล้วก็ผมต้องการที่จะอยู่ที่นี่ให้ตายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และก็เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ในอีกหลายๆปีที่จะมาถึง" ลอฟเรน กล่าว

ลอฟเรน ลงเล่น 28 เกมให้กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงฤดูกาล 2016-17 ซัดไป 2 ประตู โดยดาวเตะวัย 27 ปี เล่นกันได้อย่างเข้าขากับ โจเอล มาติป ซึ่งย้ายมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์ แล้วก็ผลงานเห็นได้ชัดเมื่อแพ้เพียงแค่ 1 เกม จาก 15 แมตช์เวลาที่ทั้งคู่คนได้เล่นด้วยกัน แล้วก็ช่วยทำให้ทีมยังมีลุ้นติดอันดับท็อปโฟร์

"ผมชอบใจที่จะได้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของทีมนี้ แล้วก็แนวทางเล่นในอนาคต พวกเราเป็นทีมที่มีหน้าแข้งความสามารถพิเศษมากไม่น้อยเลยทีเดียว พร้อมด้วยผู้เล่นที่สุดพิเศษอีกผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย และก็ผู้จัดการทีมที่สุดยอด ชมรมนี่มันช่างแสนแปลก แล้วก็แฟนบอลก็พร้อมที่จะสนับสนุนพวกเราเสมอแม้ในวันที่เลวร้ายก็ตาม ซึ่งโน่นเป็นสิ่งจำเป็นมาก แน่นอนว่าผมตื่นเต้นกับอนาคตของทีมจริงๆ" ลอฟเรนfun888ระบุ

การต่อสัญญาระยะยาวซึ่งพูดได้ว่า กองหลังโครแอต มีความเป็นจริงเป็นจังอย่างแรงกล้าที่จะนำความสำเร็จสู่ถิ่นแอนฟิลด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแชมป์ลีกที่ห่างหายจากอ้อมอกของพวกเขาไปนานกว่า 26 ปี แล้ว "ใช่ พวกเรามิได้อยู่ที่นี่เพื่อเพียงแค่ลงเล่น แล้วก็อยู่เพียงแค่กลางตาราง เพราะประสิทธิภาพของทีม กับการมีผู้จัดการทีมชั้นยอดซึ่งคว้าชัยชนะแทบทุกรายการกับ ดอร์ทมุนด์"

"ในช่วงฤดูกาลหน้า พวกเราจะมานะที่จะมีลุ้นแชมป์อีกที แม้กระนั้นสิ่งแรกก็คือการจบซีซั่นนี้ให้ดที่สุด แล้วก็ได้โควตาไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ตอนที่ พบร์เก้น เข้ามาคุมทีม เขาเปลี่ยนแปลงผมเยอะมาก ไม่ใช่เพียงแค่ผม เขาเปลี่ยนแปลงนักฟุตบอลทุกคนในเรื่องภาวะจิตใจ การทำงานหนักในสนาม"

"การฝึกหัด แล้วก็เขายังทำให้ที่นี่ดูสดใหม่เพราะมันเพียงแค่ปีครึ่งเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นทุกๆคนเห็นว่านี่คือความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ พร้อมด้วยแนวความคิดแล้วก็แนวทางเล่นของเขา และก็กับชมรมแห่งนี้ มันสามารถมีสิ่งดีๆมากไม่น้อยเลยทีเดียวมากไม่น้อยเลยทีเดียวที่จะเกิดขึ้นที่นี่ได้"

ช่วงโค้งสุดท้ายซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูล กำลังขับเคี่ยวกับหลายๆทีมเพื่อคว้าสิทธิไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดย ลอฟเรน มั่นใจว่าเมื่อจบฤดูพวกเขาจะกระทำตามแผนการที่ตั้งเอาไว้ "ผมคงจะโง่มากๆหากผมบอกว่าพวกเราไม่เชื่อสิ่งนี้ พวกเราเริ่มต้นซีซั่นอย่างอดทน แล้วก็เชื่อถือตั้งแต่วันแรกในช่วงปรีซีซั่น แล้วก็พวกเรายังคงเชื่ออยู่เป็นประจำ"

"โชคร้ายที่พวกเรามีนักเตะหลักๆบางบุคคลบาดเจ็บ มันเป็นช่วงเวลาที่โชคไม่เข้าข้างเลย แม้กระนั้นพวกเราก็ยังมีขุมกำลังที่ใหญ่พร้อมด้วยดาวรุ่งความสามารถพิเศษ แน่นอนว่าพวกเราพร้อมสู้ในอีก 4 เกมสุดท้ายเพื่อเก็บ 12 คะแนนเต็มให้ได้ ผมเชื่อมาตลอด แล้วก็ผมเชื่อถือในทีมชุดนี้ เชื่อมาตลอดทุกๆซีซั่นว่าพวกเราทำได้"

"นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆผมคิดว่าพวกเราสมควรที่จะทำได้เมื่อจบฤดู เพราะพวกเราทำได้ดีเลิศแค่ไหนตลอดทั้งซีซั่น ผมมั่นใจว่าพวกเราจะได้มองเห็นตัวเราได้เข้าไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก"

ลอฟเรน มีความจำมากไม่น้อยเลยทีเดียวกับเกมบอลถ้วยยุโรปร่วมกับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่แมื่อที่ย้ายมาจากเซาธ์หมูแฮมป์ตัน โดยเขายังจำความรู้สึกที่โหม่งประตูสำคัญในช่วงทดเจ็บเกมกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต่อหน้าสาวก เดอะ ค็อป รวมไปถึงการจะต้องแพ้ เซบีย่า ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก

"นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงต้องการมาอยู่ที่นี่ นี่เป็นสิ่งที่เป็นได้กับ ลิเวอร์พูล กับช่วงแบบนั้น คุณไม่มีวันลืมช่วงพวกนั้นได้เลย พวกเขาจะจดจำเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชมรมตลอดกาล แฟนบอล,ผู้คน แล้วก็ทุกคนจะจดจำเหตุนั้นได้ มันไม่ใช่เพียงแค่เกมนั้น ผมต้องการจดจำในานะนักฟุตบอลซึ่งทำทั้งหมดทุกอย่างในสนามในการสู้เพื่อชมรมแห่งนี้" ป้อมปราการเหล็ก กล่าวตบท้าย

ไม่เป็นกลาง

คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ของเขาแรงจริงๆครับผม 

ไม่ใช่เพียงแค่ลมแรงลอยละล่องสลัดทั้งก่อน-ระหว่าง-ข้างหลังแข่ง หากแม้กระนั้นเหมาสรุปความคือกรุ๊ปกองเชียร์แผดเสียงเชียร์แรงก้องกังวานทั่วตัวสนาม

ป้ายผ้าผืนใหญ่ประกาศศักดิ์ ''CHAMPIONS OF ENGLAND'' เพลง ''CAMPEONES'' ช่วยสร้างแรงกระตุ้นชั้นหนึ่ง หวังให้นักฟุตบอลปลดล็อกคว้าชัยฤดูกาลใหม่ให้ได้เสียที

น่าเสียดายแทนเหล่ากองเชียร์ ''เดอะ ฟ็อกซ์ส'' ที่สุดด้านหลังแล้วกลุ่มรักพวกเขาได้ผลเสมอ 0-0 แม้ว่าคู่ควรจะได้รับชัยชนะจากจุดโทษช่วงนาทีในที่สุด

เหตุเกิดเมื่อ อาเหม็ด มูซ่า ดาวยิงสำรอง ผู้ครอบครองค่าจ้างสถิติสโมสร ล้มลงในเขตโทษขณะโดน เอคตอร์ เบเยริน เข้าปะทะ แต่ไม่มีลมเป่านกหวีดตอบสนองใดๆก็ตามจากท่านเปา มาร์ค แคล็ทโก้นเบิร์ก

ชอตนี้มันแจ่มชัดมากกว่าครึ่งเวลาแรกที่ แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ โดนสอยล้มซะอีก ด้วยเหตุว่าภาพรีเพลย์นั้นชี้ว่า โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ โดนบอลก่อน

ผิดกับจังหวะปัญหาข้างต้น ให้ก็ได้ไม่น่าไม่ชอบอะไร

กระนั้น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการกลุ่มชาวอิตาเลียน ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจในหัวข้อนั้น บอกเพียงแค่ว่าถ้าผู้ตัดสินไม่ให้ก็คือไม่ได้

ขอเลือกยกย่องผลงานในสนามที่มีความเจริญดีกว่าแมตช์เริ่มต้นที่ปราชัย แม้ได้เพียงแค่แต้มเดียวในบ้าน แม้กระนั้นโดยรวมแล้วโอเค ในแง่ครอบครองบอลด้อยกว่ากลุ่มเยี่ยม

อีกเรื่องเก็บตกบทสัมภาษณ์ที่ถามกันเยอะ เป็นลักษณะของ น็องขว้างลีส เมนดี้ มิดฟิลด์หน้าใหม่ที่ข้อเท้าพลิกผิดจังหวะขณะเข้าหาบอลจนกระทั่งต้องออกไปพยาบาลเบื้องต้น กลับลงมาใหม่ก็สู้ต่อไม่ไหว โดนเปลี่ยนแปลงออกพร้อมเสียงตบมือดังลั่นระหว่างถูกประคับประคองลงอุโมงค์ห้องแต่งตัว

รานิเอรี่บอกเพียงแค่ว่ากองกลางเลือดน้ำหอมถูกบล็อกข้อเท้าเอาไว้อยู่ ต้องรอเช็กผลสแกนอีกทีภายในช่วงเวลาอาทิตย์ข้างหน้า

แม้กระนั้นถ้าถามข้อคิดเห็นจากผม บอกได้เลยว่าถ้าหายกลับมาอย่าเอาลงตัวจริงดีกว่า

เมนดี้ย้ายมาพร้อมฉายา ''คนทรงเจ้าเอ็นโกโล่ ก็องเต้'' (นิยามโดย ''เจ.บาร์ท'' ผู้เชี่ยยวชาญลีก เอิง ประจำแท็บลอยด์ ''สปอร์ตแมน'') แม้กระนั้นเอาเข้าจริงไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักกระผีกเดียว ไม่ว่าประเด็นการเข้าปะทะหรือไปกับลูกฟุตบอล

คล้ายกันเพียงแค่ส่วนสูง แถมเพิ่มเติมอีกน้ำหนักมาในทรงตุ้ยนุ้ยน่ารัก

''จะเอาอะไรไปวิ่งทันวะ?'' นายซันเดย์ คนข่าวสารคนดูแลร่วมรุ่นยังแสดงความคิดเห็นแบบนั้นระหว่างแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันในเกม (ฮ่า)

อย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำอีก การขาดหายไปของก็องเต้ ทิ้งรอยต่อขนาดใหญ่ไว้กับกลุ่มจิ้งจอก ทำให้เกิดผลกระทบชิ่งไปแทบทุกจุดบนพื้นสนาม

แผงข้างหลังไม่มีตัวสกรีนชั้นยอด ยังดีที่นัดหมายนี้ได้ โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ พ้นโทษแบนแล้วก็ยังคงเข้ากันรู้ใจกับ เวส มอร์แกน

แนวรุกก็ขาดตัวจ่ายฉมังต้องลงมาล้วงบอลเอง กว่าจะตีรถขึ้นหน้าก็โดนตั้งด่านรอเข้าให้แล้ว

โน่นเลยช่วยตอบโจทย์ว่าเหตุใดทั้ง ดริงค์วอเตอร์, มาร์ค อัลไบรท์ตัน หรือกระทั่ง 2 ฟูลแบ็กอปิ้ง แดนนี่ ซิมพ์สัน หรือ คริสเตียน ฟุคส์ ถึงได้ถูกลักพาฟอร์มดีๆเมื่อซีซั่นก่อนไปไวอย่างมาก

เจมี่ วาร์ดี้ แล้วก็ ริยาด ภูตผีปีศาจเรซ ก็เหมือนกัน

ดูโอตัวเด่นเลสเตอร์เกือบจะๆจะได้ย้ายไปสวมเสื้อปืนใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ แม้กระนั้นในที่สุดก็เลือกฝากอนาคตต่อสัญญาฉบับใหม่

ไม่ว่าแฟนบอลหรือเจ้าตัวเองย่อมมั่นหมายจะส่องตาข่ายกลุ่มที่เคยตกเป็นข่าวสารเพื่อปลอบขวัญแรงใจ แม้กระนั้นก็เสมือนที่มองเห็นกัน ทั้งคู่มองขาดความเชื่อมั่นในตนเองในเวลาเข้าทำ

ผ่านพ้นไป 2 แมตช์ เท่ากับว่าเลสเตอร์ได้ประตูเดียวเพียงแค่นั้นจากลูกจุดโทษ โน่นมันไม่ใช่เรื่องดีเลยบนทางระยะยาว

วิพากษ์เจ้าบ้านมาเยอะแล้ว วกเข้าประเด็นกลุ่มเยี่ยมกันมั่ง

อาร์แซน เวนเกอร์ แสดงความคิดเห็นตอนนั่งโต๊ะสัมภาษณ์ไว้ว่ากลุ่มของเขาขาดความเฉียบขาดไป แม้กระนั้นความเป็นจริงมันไม่ใช่แค่นั้น

แผงมิดฟิลด์ที่เป็นจุดขายมานานได้บังเกิดรอยต่อ ซึ่งที่ปรึกษาเฟร้นช์แมนเองโน่นล่ะที่ตั้งใจทำให้เป็น

ปัญหาบาดเจ็บของ อารอน แรมซี่ย์ แล้วก็ อเล็กซ์ อิโอ้อวดบี้ บังคับให้เวนเกอร์ต้องปรับหมากส่ง ซานว่ากล่าว กาซอร์ล่า กับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงเล่นแทนเป็นลำดับ

ในขณะที่ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ โชว์ฟอร์มไม่ดีเกมแพ้ลิเวอร์พูลคาบ้าน จึงถูกถอดออกให้สมาชิกใหม่ กรานิต ชาคา แทงแทนเข้าคู่ ฟร็องซิส โกเกอแล็ง

จาก 3 รายที่ว่ามานั้นเป็น ชาคาที่ประพฤติตัวน่าผิดหวังสุด ในนามยอดกองกลางแห่งบุนเดสลีกาพกค่าจ้างใช่ย่อย 30 กว่าล้านปอนด์ ยังไม่ตอบโจทย์ด้านใดออกมาแจ่มชัด

จะเล่นหนักๆสายขยันก็ไม่มีความเร็ว ให้วางบอลยาว-สั้นกลับไม่ฉมัง พื้นฐานผมไม่ให้ผ่าน

แม้กระนั้นของแบบนี้ต้องมองกันยาวๆแล้วก็ให้ความยุติธรรมเรื่องเวลาปรับพฤติกรรมด้วย อย่าง โกเกอแล็ง กว่าจะได้ดิบได้ดีปัจจุบันนี้ก็เคยเกือบจะหมดอนาคต ทำได้เพียงย้ายยืมตัวเล่นลีกข้างล่างๆ

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงข้างหลังปราชัยนัดแรกเป็นการทยอยคืนกลุ่มของเหล่าสตาร์ตัวความปรารถนา

กอสซิแอลนี่ต้องถูกเข็นลงพร้อมสวมปลอกที่เอาไว้สำหรับใส่แขนกัปตันกลุ่ม ลงเล่นเซนเตอร์แบ็กประคับประคองเจ้าหนูร็อบ โฮลดิ้ง หลังจากพากันออกทะเลไปกับ คาลั่ม แชมเบอร์ส

พูดถึงแชมเบอร์สแล้วจัดว่าอนาคตน่ากังวลมากมาย เมื่อโดนรุ่นน้องที่มาใหม่อย่าง โฮลดิ้งแซงหน้าตัวเลือกแนวรับไปเป็นระเบียบเรียบร้อย

อายุอานามก็เริ่มจะพ้นสถานะดาวรุ่งเหลือทน นี่เป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่เจ้าตัวต้องเลือกดีๆหากไม่ต้องการลงเอยเจริญรอยตามรุ่นพี่ที่เกิดไม่สุดอย่าง ธีโอ วัลค็อตต์ หรือ แจ็ค วิลเชียร์

ยังมีทั้ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ แล้วก็ เมซุต โอซิล ที่ลงมาโชว์ตัวครึ่งหลัง แล้วก็จากสภาพที่มองเห็นหัวหอกฝรั่งเศสยังไม่ฟิตจริงๆแม้กระนั้นในรายจอมทัพเยอรมันผมว่าพร้อมในระดับหนึ่ง

แล้วเหตุใด เวนเกอร์จึงไม่กล้าให้สตาร์ตตัวจริงไปเลย?

ชาคาปรับพฤติกรรมยังไม่ได้ก็ให้นั่งไปก่อน หุบเอากาซอร์ล่าลงตัดเกมคู่โกเกอแล็ง แล้วให้โอซิลปั้นเกมอยู่ข้างหลัง อเล็กซิส ซานเชซ ก็ได้นี่

ต้องยึดคติ ''อดเปรี้ยวไว้รับประทานหวาน'' ไปถึงเมื่อไหร่?

เหตุการณ์ในตอนนี้ยังไม่เลวร้ายพอเพียงหรือเช่นไร?

ทั้งหมดที่ว่ามาก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะวกเข้าประเด็นเสริมทัพในตลาดซัมเมอร์

เวนเกอร์ยังเลี่ยงจะตอบปัญหาผู้สื่อข่าวเรื่องดังกล่าวข้างต้น พลางเบี่ยงประเด็นต้องการให้ถามผลงานในสนามมากกว่า

แม้ว่ามันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ก็มองเห็นๆกันอยู่ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ในแนวรับขาดแคลนตัวเลือก เกมรุกไม่คม ก็มองไม่เห็นจะนำพาอะไรบ้างในบัดนี้

ประวิงเวลาล่วงมาเสมือนที่ผมจ่อไมค์ไปสัมภาษณ์แฟนบอลกูนเนอร์สรุ่นใหญ่หน้าสนามก่อนแข่ง

ผมถามคำถามเรื่องเซ็นสัญญาควรเป็นตำแหน่งไหน หรือใครกันแน่ดี–ลุง (คำนวณเค้าหน้าคงจะแก่กว่าบิดาผู้เสียชีวิตของผม) เอ็งตอบว่าใจความสำคัญมันอยู่ที่เรื่องเวลาแล้วก็ความเหมาะสมนะหลานเอ๊ย

เปิดตลาดมาตั้งแต่ก.ค.มัวร้องเพลงรออะไรอยู่ ตัวการๆก็แห่กันย้ายไปสิ พูดจาเอาในตอนนี้ก็เสียเวล่ำเวลาไปอีก

อืมมม…นะ ขนาดกองเชียร์ยังอ่านขาด แล้วนายใหญ่มาดอ่อนโยนมัวไปทำอะไรอยู่?

ข้อสรุปผลเสมอที่สนามคิง เพาเวอร์–ตัดจังหวะควรจะได้จุดโทษออกไป จัดว่าสมน้ำสมเนื้อแก่การแบ่งแต้มกันไประหว่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นกลาง

''ไม่เป็นกลาง'' ในความหมายของผมเป็น กองกลางแต่ละกลุ่มเล่นกันไม่เป็นกองกึ่งกลางเอาซะเลย (กรุณาอย่างง HAHA)

หากแม้กระนั้นบนความ ''ไม่เป็นกลาง'' ของแท้ดังที่ผมคิดอ่าน หากเลสเตอร์แล้วก็อาร์เซน่อลไม่แก้ไขอะไรสักอย่าง

คงยากจะเข้าป้ายแชมป์ แล้วก็รองแชมป์เก่าอย่างฤดูกาลก่อนแน่ๆ

ตัวแทนของอีเนียสต้า

''อีเนียสต้า'', ''อีเนียสต้า'', ''อีเนียสต้า'' และ ''อีเนียสต้า''
ข้างต้นนี้ไม่ใช่แค่ชื่อของนักเตะผู้เก่งกาจ หากแม้กระนั้นเป็นคำตอบของปัญหาท้ายที่สุดในการสัมภาษณ์บาร์เซโลนิสต้าทุกคนข้างหลังเกม เอล กลาซิโก้ ว่า "ผู้ใดกันแน่คือนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมในสนามวันนี้"
แฟนบอลบาร์ซ่าทุกคนเห็นในสิ่งเดียวกัน ด้วยเหตุแค่ไม่ใช่ว่าผลงานที่ผ่านมาเท่านั้น หากแม้กระนั้นตอนที่ทีมรักกำลังเจอปัญหาทั้งเรื่องฟอร์มแล้วก็ผลการแข่งขัน อันเดรส อีเนียสต้า คือความเปลี่ยนแปลงที่พินิจได้กระจ่าง
"ในช่วงครึ่งแรกทั้งเราแล้วก็มาดริดต่างก็เล่นได้ไม่ค่อยดี แม้กระนั้นในช่วงหลัง เวลาที่อีเนียสต้าลงมา เราก็กลายเป็นบาร์ซ่าอีกครั้งมนึงเลย เราเล่นดีมาก มันเห็นได้ชัดเลยว่าเราขาดเขามิได้ เขาคือนักฟุตบอลคนสำคัญจริงๆ"
เปา เมสเตร หนึ่งในสาวกของทีมให้เหตุผลกับผมเองว่า เพราะเหตุใดเขาถึงเลือกดาวเตะวัย 32 เป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ทั้งที่ลงเล่นไปเพียงแค่ 30 นาที
ส่วนการจับอีเนียสต้าเป็นเพียงแต่ผู้เล่นสำรองนั้น คุณลุง เอมองอาร์โด้ ข้าเล่ วัยสูงอายุ บอกกับผมว่า เข้าใจได้ เพราะเหตุว่าขวัญใจแฟนคลับคนนี้พึ่งจะหายเจ็บกลับมา
ลงท้าย เมื่ออีเนียสต้ากลับมาแล้ว ทุกคนยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งหวังว่าความต่าง 6 คะแนน ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปได้ เพียงแต่มันเหนื่อยยากกว่าธรรมดาเพียงเท่านั้น
จากข้างต้นที่ได้เอ่ยถึงไป…ทุกสิ่งทุกอย่างมันกระจ่างจำพวกไม่ต้องบรรยายให้มากความว่า ตามที่เป็นจริงแล้วบาร์ซ่ามิได้ขึ้นอยู่กับ ลิโอเนล เมสซี่ เพียงแต่ผู้เดียว
ในวันที่ ลา ปูลกา ไม่บางทีอาจส่องแสงได้แก่ เอล กลาซิโก้ เมื่อวันเสาร์ อีกคนที่จะดีพอเพียงจะคลี่คลายปัญหาให้ทีมได้ก็อีเนียสต้านี่ล่ะ
หลุยส์ เอ็นรีเก้ ส่ง อังเดร โกเมซ ลงมาปฏิบัติหน้าที่แทนอีเนียสต้า ซึ่งจะว่าไปเพลย์เมกเกอร์โปรตุๆกีสนั้นก็ชี้ให้เห็นถึงความมานะบากบั่นอย่างที่เต็มที่แล้วในข้อคิดเห็นของผม โกเมซ เล่นได้ดิบได้ดี แม้กระนั้นในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่ายังไงก็ยังไม่ถึงระดับของอีเนียสต้าข้างหลังการโบกไม้โบกมืออำลาของ ชาบี เอร์นานเดซ ทุกฝ่ายหนักใจว่า "ผู้ใดกันแน่จะแทนที่เขา?" มาวันนี้เราก็ได้เห็นแล้วว่า "ไม่มี"
เกมของบาร์ซ่าไม่อย่างเดิม แม้กระนั้นเอ็นรีเก้ก็ยังสามารถแก้ไขแผนการให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถดำเนินไปอย่างลื่นไหล อิวาน ราคิตำหนิช กับ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ปฏิบัติงานใส่ประสานกัน ซึ่งเมื่อเพิ่มเติมเมสซี่ที่พักหลังลงต่ำมาช่วยทำเกม ก็สามารถทุเลาช่องว่างที่ชาบีทิ้งไว้ได้ แม้กระนั้นสิ่งที่เอ่ยถึงมานั้น มันก็ยังอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า ต้องมีอีเนียสต้าอยู่ในแผงกลางด้วยอีกคน
โดยเหตุนี้ เราก็เลยเห็นความไม่เหมือนที่กระจ่าง เมื่ออีเนียสต้าหายไป
วันนี้อีเนียสต้ากลับมาแล้ว พร้อมกับมีงานกองพะเนินเทินทึกรออยู่ กับการไล่ล่าเรอัล มาดริด ที่ทิ้งห่างไป 6 แต้ม สิ่งที่แฟนคลับแล้วก็เอ็นรีเสียเวลาเปล่ายากเห็นก็คือการยืนระยะยาวๆของเขา
แต่ทว่าด้วยวัยที่ผ่านพ้นไปถึง 32 ปี บาร์ซ่าคงจะต้องเผื่อใจไว้บ้างว่า อาการบาดเจ็บบางทีอาจหวนกลับมาเล่นงานได้ทุกครั้ง
ซีซั่นนี้อีเนียสต้าบาดเจ็บไปแล้วสองครั้งที่จุดเดิมคือเอ็นหัวเข่าขวา ครั้งแรกต้องพัก 224 ชั่วโมง แล้วก็ครั้งที่สอง 424 ชั่วโมง มีปริมาณนาทีลงในสนามมากยิ่งกว่า เยสเปอร์ ซิลเลสบวงสรวง, อเล็กซ์ บีดาล แล้วก็ ขว้างโก้ อัลกาเซร์ เท่านั้น
62 วัน ที่บาร์ซ่าสูญเสียเขาไป เห็นได้ชัดว่าส่งผลร้ายยังไง แล้วก็เมื่อวันเสาร์ที่เขากลับมาอะไรคือความไม่เหมือน

อีเนียสต้าไม่เพียงแค่ควบคุมจังหวะ สร้างเกมรุกเท่านั้น แม้กระนั้นการคงอยู่ของเขายังสนับสนุนให้ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ได้กลับมายืนในพื้นที่ของตัวเอง แล้วก็ปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจพูดได้ว่า การที่บุสเก็ตส์ถูกคิดว่าฟอร์มตกไปในพักหลัง หนึ่งในสาเหตุก็เพราะว่าทีมขาดอีเนียสต้าส่งให้เขาต้องปฏิบัติงานเกินหน้าเกินตาที่นั่นเอง
เดี๋ยวนี้ตัวเลือกในทีม มีอยู่หลายท่าน เว้นแต่โกเมซที่ได้ลงเล่น ที่เหลือก็ยังมี เดนิส ซัวเรซ กับราฟินญ่า
เทียบปริมาณนาทีที่ลงในสนามแล้วมิดฟิลด์โปรตุๆกีสถูกเอ็นรีเก้ใช้งานสูงที่สุดปริมาณ 913 นาที ส่วนเดนิสนั่นได้เล่นทั้งมวล 794 นาที เวลาที่ราฟินญ่าค่อนข้างจะมีโอกาสน้อย แม้จะยิงประตูได้มากที่สุดเอ่ยมาทั้ง 3 คน คุณๆมีความรู้สึกว่าผู้ใดกันแน่ดีพอเพียงจะตอบแทนอีเนียสต้าได้บ้าง?
สำหรับผม คำตอบไม่ต่างอะไรไปจากเวลาที่ถามว่า "ผู้ใดกันแน่จะตอบแทนชาบี?" ภาระหน้าที่นี้ตกอยู่ที่เอ็นรีเก้ซึ่งมันถึงเวลาแล้วที่เขาต้องโชว์กึ๋นให้แฟนคลับได้เห็นอีกครั้งว่าเขาสามารถจัดการกับปัญหาให้ทีมได้
จะปรับตำแหน่งการยืน โยกตำแหน่งไปมา ก็ต้องทดลองดูซักครั้ง เพราะเหตุว่าถ้าหากขืนยังเป็นเช่นนี้ บาร์ซ่ามีโอกาสชวดแชมป์เป็นปีลำดับที่สามติดต่อกันสูง
วิธีแก้นี้ มีออปชั่นต่างๆที่กล่าวถึงกัน เว้นแต่ส่ง เดนิส หรือFun88โกเมซ หรืออาร์ดาลงไปแทนแล้ว การให้ ขว้างโก้ อัลกาเซร์ ไปยืนหน้าเป้า แล้วถอยเมสซี่ลงมาเล่นในตำแหน่งอีเนียสต้าก็จัดว่าน่าทดลอง
กระนั้นหมากนี้บางทีอาจจะเสี่ยงเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าสมัยก่อนหัวหอกบาเลนเซียยังห่างจากฟอร์มการเล่นเดิมๆอีกทั้งยังเขายังคล้ายกับ หลุยส์ ซัวเรซ เกินความจำเป็น
หรืออีกแนวทางคือ ปรับเอา เซร์จี้ โรเบร์โต้ กลับมาเล่นกลางอีกครั้ง และอั้นลมหายใจเอา อเล็กซ์ บีดาล ลงมายืนแบ็กขวา หรือไม่ก็มาสเชราโน่แล้วไปปรับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟเป็นปีเก้ กับ อุความเห็นตี้จะแนวทางไหนคงจะต้องเลือกหรือทดลองเผื่อไว้บ้าง เวิร์กไม่เวิร์กจะได้รู้กัน ข้อสำคัญคือเอ็นรีเก้กล้าแค่ไหน อย่าให้คำบอกเล่าที่คนช่างนินทาชอบบอกกันว่า "บาร์ซ่าขึ้นอยู่กับนักฟุตบอลไม่ใช่โค้ช" มันกลายเป็นความเป็นจริงที่ไร้ข้อโต้เถียงเลย

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงที่นาต่อไปนี้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งสิ้น 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งสิ้น 41 นัดในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู
อืมมมมิลลิเมตร..ทำลายตาข่ายเสียจนสิ้นซากขนาดนี้ ถือว่าจำนวนมากสำหรับกองหน้าที่แก่ 35 ขวบเข้าให้แล้ว
ก่อนเปิดฤดู ดาวยิงวัยชราผู้นี้ถูกดูถูกจากนักวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลบวงสรวงว่าจะเจอกับความลำบากตรากตรำที่สุดในอาชีพการค้าขายลำแข้ง เนื่องจากที่นี่เป็นพรีเมียร์ลีก – สมรภูมิลำแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วและก็หนักหน่วงบนอัตราความฮาร์ดคอร์มากที่สุดในเมืองมนุษย์
เดี๋ยวนี้ใครก็ตามที่เคยกล่าวหาเขาเอาไว้ดูเหมือนโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เรียบร้อย
ต่อไปนี้ทดลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆนะครับ) โดยเอาผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำคะแนนสำคัญๆมาหักปริมาณประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป
ทำนองว่าถ้าเกิด ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นยังไงนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1)
มองเห็นไหมขอรับว่าถ้าเกิดพี่เอ็งไม่ยิงหรือยิงมิได้ คะแนนของทีมสีแดงที่แมนเชสเตอร์จะหายวับไปกับตาถึง 10 แต้มเลยทีเดียว!
ส่วนนัดชิง อีเอฟแอล คัพ ที่อดีตกาลดาวยิงทีมชาติประเทศสวีเดนทำผู้เดียว 2 ดอก แต่หากพี่เอ็งยิงมิได้ แมนฯ ยูไนเต้ด ก็จะแพ้ เซาธ์หมูแฮมป์ตัน ด้วยสกอร์ 1-2 และก็ชวดแชมป์ไปเลยนี่เป็นความสำคัญของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เขาเป็นผู้เล่นประเภทห้ามเจ็บไข้ ห้ามพัก และก็ห้ามถูกลักพาตัวไปไหนเด็ดขาด เนื่องจากเวลาหายไป มิได้ลงไปในสนาม "เด็กผี" จะนึกถึงพี่เอ็งอย่างต้องหนัก เฉพาะอย่างยิ่งหาก แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ด้วยล่ะก็ อัตราการนึกถึงจะพุ่งทะยานถึงขั้นทะลักจุดแตก ยกตัวอย่างเกมที่แพ้ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ นัดยังไงอย่างไรก็แล้วแต่ จุดนี้นับว่าเป็นดาบสองคม เนื่องจากการผูกขาดทำคะแนนให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เกือบจะเพียงผู้เดียวบางทีอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก "อิบรา" รัวได้สูงสุดเป็น 15 ประตู รองลงมาเป็น ฆวน มาต้า 6 ประตู, ปอล ป๊อกบา 4 ประตู, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และก็มาร์คัส แรชฟอร์ด 3 ประตู ในช่วงเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ เพิ่งยิงได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นเองดูเหมือน โชเซ่ มูรินโญ่ จะเกรงใจดาวเตะผู้นี้มากเสียด้วยนะครับ
เป็นถ้าเกิดไม่เจ็บ-ไม่แบน เขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัต นอกจากบางเกมที่ผู้เป็นนายใหญ่ต้องการให้พักน่องหรือต้องการจัดผู้เล่นชุดสองลงไปในสนามบ้างที่สำคัญเป็นถ้าเกิดได้ลงตัวจริงแล้ว ไม่เคยถูกสลับตัวออกอีกต่างหาก
แม้กระทั่งเล่นไม่ดี-ทำฟอร์มตก หรือทำตัวไร้สาระ ผู้ครอบครองสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะไม่มีทางสลับตัวเขาออกจากสนาม ประดุจกลัวโดนกระทืบ!
เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำเป็นแค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ในบ้านตัวเอง ดาวเตะที่เพื่อนฝูงร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "เฮียหลา" โชว์ฟอร์มได้แย่สิ้นดีนะครับ ขนาดสังหารจุดโทษยังโดนเซฟเลย ราษฎรก็มองเห็นกันทั้งบางว่าเล่นไม่ได้เรื่อง แต่ "มูมู่" กลับปลดปล่อยให้คุณพี่เขาทำตัวไร้ประโยชน์บนฟลอร์หญ้าจนครบ 90 นาที โดยเลือกถอดคนอื่นๆออกแทนซะแบบนั้น
เข้าใจว่าทั้งคู่คงจะทำข้อตกลงกันเอาไว้ หรือไม่ก็เนื่องจากความเกรงใจ แม้คำว่า "เกรงใจ" จะไม่ใส่อยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษและก็พจนานุกรมส่วนตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ตาม
เป็นได้ที่ภายหลังจากหมดสัญญากับ เปแอสเช "อิบรา" บางทีอาจไม่ได้คิดต้องการจะขายวิญญาณให้ภูติผีแดงตั้งแต่ต้น แต่เป็นเนื่องจากถูกเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ วิงวอน หรือบางทีอาจเคยมีบุญคุณกันมาก่อน เจ้าตัวเลยยอมเลื้อยก้นมาอยู่ร่วมกันที่โรงแสดงละครที่ความฝัน
นั่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่พูดว่าทำไม กุนซือวัย 54 กะรัตถึงเกรงใจสมาชิกคนนี้เป็นพิเศษ โดยส่งลงเป็นตัวจริงทุกนัด แถมไม่เคยถูกสลับตัวออก เพื่อเป็นการทดแทนถ้าเกิดเป็นลูกก็นับว่าเป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจจนกลายเป็นนิสัยเลยทีเดียว
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จึงไม่มีความต่างจาก "อภิสิทธิ์ชน" ในทีมภูติผีสามง่าม ซึ่งถือว่าไม่ถูกหลักการปกครองอย่างรุนแรง เพราะว่าบางทีอาจทำให้เกิดปัญหาการน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นในทีม
ทั้งที่จริงๆแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมที่มีความเด็ดขาดมากนะครับ เขาไม่มีทางปลดปล่อยให้สมาชิกยิ่งใหญ่กว่าตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าดาวเตะคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม
กาลครั้งหนึ่งสมัยเป็นกุนซือของ เชลซี – ผู้ครอบครองทีมอย่าง "เสี่ยหมี" อุตส่าห์ยัดเยียดสุดยอดดาวยิงค่าตัว 30 ล้านปอนด์อย่าง อังเดร เชฟศาสนาเชนโก้เก๋ มาให้ โดยมีข้อแม้ว่าจำเป็นต้องส่งลงไปในสนาม แต่ "เชว่า" กลับแงะฟอร์มกระฉูดแตกออกมาไม่สำเร็จจนกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวมากพอเป็นเหตุให้ผู้จัดการทีมกับผู้ครอบครองทีมจำเป็นต้องแตกหักกัน
ดาวถล่มตาข่ายของสิงห์บลูส์อย่าง ดิเอโก้เก๋ คอสต้า หรือขาใหญ่ของ เชลซี อย่าง จอห์น เทอร์ปรี่ ก็เหมือนกันที่ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์พิเศษจาก โชเซ่ มูรินโญ่ สุดท้ายตัวเองเลยโดนสมาชิกทรยศจนโดนถีบกระเด็นตกเก้าอี้ผู้จัดการทีมมาแล้ว
และก็โดยไม่เว้นแม้กระทั้งสมาชิกในปัจจุบันอย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยถูกลอยแพออกมาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้นจะมาหายใจร่วมกันอีกครั้งในเครื่องแบบภูติผีแดงและก็ที่นาต่อไปนี้ แต่หากสังเกตให้ดี คุณจะพบว่า "เดอะ สเปเชี่ยล ฆวน" เป็นผู้เล่นคนแรกที่ชอบถูก "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" สลับตัวออกเป็นคนแรกอยู่เป็นประจำ
จึงพอจะสรุปได้ว่า "มูมู่" ไม่เคยก้มหน้าให้สมาชิกคนไหนกัน นอกจาก "พี่หลา" เพียงคนเดียวที่จัดอยู่ในประเภท "ห้ามแตะต้อง" เป็นกรณีพิเศษ
ผมเข้าใจ โชเซ่ มูรินโญ่ นะครับ เข้าใจว่าเฮียเอ็งคงมีอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งแบบสุดหูรูดกับ "อิบรา" โดยที่ราษฎรทั่วๆไปไม่เคยรู้ หรือบางคราวมันบางทีอาจเป็นข้อจำกัดพิเศษที่เจาะจงเอาไว้ในสัญญาที่ทำไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้ มันบางทีอาจเป็น "ข้อจำกัด" ที่ทำให้ดาวเตะผู้นี้ยอมขายวิญญาณให้ภูติผีแดงอะไรโดยประมาณนั้น
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือไม่ใช่ทุกนัดที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บนวัย 35 ขวบจะระเบิดฟอร์มสุดยอดพลางกระทุ้งตาข่ายได้ตลอด
บ่อยครั้งที่เขาหวงบอลมากจนเกินไป บ่อยครั้งที่เขาทำเรื่องง่ายให้เกิดเรื่องยาก และก็บ่อยครั้งที่ออกอาการหงุดหงิด หรือชักสีหน้าใส่เพื่อนฝูงร่วมทีมที่ดันเล่นผิดใจ
เหมือนกับบางนัดที่สมต้องเป็นผู้เล่นสำรองบ้าง หรือถูกสลับตัวออกบ้างก็ได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใช้งานโดยตลอดตลอด 90 นาทีในทุกๆนัด
ถึงเดี๋ยวนี้ "อิบรา" ยังมิได้ต่อสัญญาใหม่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นะครับ แถมฤดูหน้าอายุเขาจะมากขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งสำหรับกองหน้าวัย 36 ขวบ อย่างไรสภาพร่างกายก็จำเป็นต้องเสื่อมถอยลงไปตามธรรมชาติ จึงไม่มีทางรักษามาตรฐาน หรือเล่นดีกว่าเดิมอย่างไม่ต้องสงสัยมันยังไม่ใช่แค่นี้
มันยังเดาได้ไม่ยากว่าฤดูหน้าอย่างไร แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องหากองหน้าดาวถล่มประตูตัวใหม่ที่สดกว่ามาเสริมทัพแน่ๆ
หากอยากยืดสัญญาออกไปอีก 1 ปี บางคราว "เฮียหลา" บางทีอาจจำเป็นต้องเห็นด้วยเรื่องจริงข้อนี้ เหมือนกับยอมรับสภาพการดำรงชีวิตบนม้านั่งสำรองเป็นที่สองรองจากคนอื่นๆคำถามเป็น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวันที่แก่ 36 จะยอมรับสภาพการเป็นผู้เล่นสำรองได้หรือเปล่า? ผมตอบให้ก็ได้ขอรับว่า…ไม่มีทาง ดาวเตะที่เย่อหยิ่งและก็หยิ่งอย่าง "อิบรา" ไม่มีทางยอมเป็นที่สองรองใคร – มันจึงคงเหลือเพียง 2 โอกาสเพียงแค่นั้น

18 คะแนนที่หายไปของ หงส์แดง

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดสะดุ้งก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจำต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะเหตุใดถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่หนแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่ว่ามันหลายครั้งมากมายๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงสรรเสริญถึง ดิว็อค โอริกี้ พลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกคราว ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมจบด้วยการเสมอ โยนความมีชัยทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูตำหนินโญ่เจ็บไข้ตอนพักครึ่ง ผมเลยจำต้องแปลงออก มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นสายตาทรงกลมตอบเรื่องที่น่าสงสัย ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจำต้อง โฌแอล มาตำหนิป เพราะเหตุใดจำต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเหตุใดไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมแค่คิดว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ในช่วงเวลาที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) พึ่งหายมาอาจยังไม่เหมาะกับเกมชนิดนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกแบบนั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกเช่นกันมั้ย
1. การที่แปลงมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักฟุตบอลที่ฝากความคาดหวังได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็พกพาความเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อพิเคราะห์จากความแน่นแฟ้นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้าที่ผ่านมา
2. ถ้าสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะกับ ''เกมแบบงี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยเหตุว่ามันเหมือนทำข้อสอบแล้วคิดไม่ออกก็วงเดาสุ่มๆไป
3. ในตอนที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมทว่าเวลาก็ยังพอเพียงคงเหลือรวมทดเจ็บก็อย่างน้อย 7 นาที เพราะเหตุใดขอรับ เขาถึงอาจนิ่งที่จะปรับแก้เหตุการณ์ มีสิ่งใดดลใจให้มั่นใจว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูลำดับที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นเสียแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่แดนใต้ด้วยความชอกช้ำมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอตำหนิฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมทั้ง 6-3 ที่เราดิสัน พาร์ค เพราะฉะนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมแบบงี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ส่งผลเสียแน่ๆฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) ถึงกระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนบดออกนำไปเป็นระเบียบ ถ้ารักษาสกอร์มิได้ ก็จำต้องรัวเพิ่ม ทว่าสโมสรสีแดงที่เมอร์ซี่ย์ไซด์ทำมิได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งข้อสมมติฐานว่าทีมของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่ว่านี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้โค้ชวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาพยายามเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอคอยคว้าความผิดพลาดเข้าจู่โจมดั่งเป็นต้นว่าลูกแรกที่ทำเป็น นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรแบบงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาเสียท่าติดอยู่รังต่อสวอนซี 2-3 ในขณะที่อุตสาห์ฮึดเหมือนกลับมาได้แล้วรวมทั้งแน่ๆที่เดอะ ค็อปอาจจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยี่ยมบอร์นมัธต้นธันวาคม ปริศนาคือเพราะเหตุใดคุณถึงเก่งจังกับทีมใหญ่ แต่ว่ามักป้อแป้กับทีมเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่แข่งขันกรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่ว่าทราบมั้ยขอรับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 ทีมข้างล่างของตารางลงไปเป็นยังไง 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณเท่ากับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูกาลนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนถึงเลสเตอร์ ซิตี้ ถ้าพอเพียงพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงเพื่อนข้างสวน เอฟเวอร์ตัน เกือบจะยกขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยฟุตบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรจะเขยื้อนสายตามองสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาทุจริตความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำว่าเพราะเหตุใดสองปีที่ผ่านมานี้ถึงพกพามาตรฐานวนเวียนบนหัวตาราง ต่อเข้าข้างซีซั่นก่อนอาจออกลูกสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมเพียงแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีรวมทั้งแมนฯ ยูไนเต็ดใช่ขอรับ คือเรื่องธรรดาที่ทำความเข้าใจกันได้ ทว่าเมื่อถึงแมตช์ที่จำต้องชนะก็ชนะ นายทัพยี่ห้อไก่ของ เมาริซิโอ โปเช็ตตำหนิโน่ ปัดกวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกรุ๊ป 8 ทีมข้างล่างของตาราง โดยทำตกหายไปแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อพบทีมใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพล่านไปใส่กับทีมที่เหลือ มิฉะนั้นก็จำต้องมานั่งปรับทุกข์กัน เพราะเหตุว่าทีมเล็กมีเยอะแยะกว่า
จุดต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 จากทั้งหมดทั้งปวง 39 ? ซึ่งแม้กระทั้งแมนฯ ซิตี้ที่โดนวิจารณ์เรื่องความอ่อนยวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดีมากยิ่งกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ผู้ใดก็ตามมาเจอก็มักจะฝึกซ้อมลูกตั้งเตะมาคอยเล่นงาน ด้วยเหตุว่าคล็อปป์นิยมให้ผู้ร่วมทีมคุมโซนมากยิ่งกว่าเกาะติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบเทียบผลงานของ เบรนแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็เกือบจะไม่ได้แตกต่างกัน อย่างไรก็แล้วแต่ก็มีคนชูหัวข้อว่าศักยภาพของทีมวัดกันลำบาก เพราะเหตุว่ายุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งของทีม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจายมากยิ่งกว่ายังไงก็แล้วแต่ ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่ผูกติดการบรรลุผลตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี้พรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ทำเป็นใกล้เคียงมา 2-3 ครั้งตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งถือเป็นทีมที่มีการพรีเซ็นท์แบบอย่างแน่ชัด มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวผู้แสดงนำชายระดับทวีป
คูตำหนินโญ่, ฟีร์มีโน่ รวมทั้งมาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ว่ามั่นใจว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมตรึงตรากับทีมที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เช่นเดียวกับทีมที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินลำดับที่เจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาปริศนาเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจแบบงี้ขอรับ ''ผมต้องการเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราจำต้องแปลงใหม่รวมทั้งมีตัวสำรองชดเชย ผู้เฝ้าประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวขอบเส้น รวมทั้งกองหน้า''
ความน่าจะเป็นไปได้ที่จะมองเห็นโค้ชที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มยกแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ว่ามีมากแค่ไหนกัน ต่อมาถ้าติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็คงจะทายใจหัวใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็ถูกใจต่อทีมที่มีพอสมควร เพราะฉะนั้นแล้วโอกาสที่จะซื้อกี่คน ใช้งบเท่าไรก็อาจขึ้นอยู่กับว่าในที่สุดจบชั้นเท่าไรในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์หมูแฮมป์ตัน, เวสต์หมูแฮม รวมทั้งโบโร่
ถ้าเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตตำหนิโน่ก็อาจคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่ๆก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะตัดสินโค้ชอย่างคล็อปป์ด้วยว่า ภายหลังจากได้คุมสุดกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูกาลควรจะให้เกรดที่เท่าไรกัน 18 แต้มที่หายไป… จำเป็นต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เพราะเหตุว่าถ้าทำเป็นเดี๋ยวนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ลำดับที่สองตามหลังจ่าฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม

4 วิธีฉุดหงส์แดงจากหลุม

เหตุการณ์ของลิเวอร์พูลตอนนั้น ถ้าเป็นคนป่วยติดเตียง อาการมีแต่ทรงกับทรุด
แพ้คาบ้านสองครั้งติดต่อกัน ทั้งๆที่ก่อนโดนสวอนซีบุกคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงพราวด์ลี่ พรีเซนต์ ยินดีพรีเซ็นท์ผลงานไม่มีปราชัยในแอนฟิลด์ นานข้ามปี
เรื่องจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่ยุติเส้นทางไปเวมบลีย์ เนื่องจากว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่พึ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แต่ข้อความสำคัญที่ว่ามันเกิดอะไรสังกัดลิเวอร์พูล จากชัยชนะเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ ตั้งแต่แมื่อออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือกลุ่มต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมมีความรู้สึกว่าทุกคนอาจจะเพียงพอมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นคือการระดมสมองหาทางออก เนื่องจากว่าในเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง และฉุดกลุ่มให้กลับขึ้นมาผงาดอีกทีผมรวบรวมมาเป็นข้อๆเท่าที่เพียงพอนึกออกในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกต้นแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และขั้นตอนการให้แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆบ่อยๆในระหว่างที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เนื่องจากว่าจนกระทั่งบัดนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่กลุ่มเดียวจาก 7 นัดหมาย และจำต้องใช้ช่องทางถึง 180 นาที เพื่อคว่ำกลุ่มระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ่มแจ้งว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ ทราบนานแล้วว่าเขาไม่มีผู้แทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเสมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกจากตำแหน่ง และเปิดช่องให้ตัวสอดอย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาปฏิบัติงานจะพินิจได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ปรับให้ฉีกจนขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมๆกันคือฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังดื้อรั้นยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แต่ตลอด 45 ที่นาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากตอนต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เนื่องจากว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำไปสู่ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางด้านขวายังบอดดังเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นก้าวหน้าระดับหนึ่ง แต่เขาควรแบกความคาดหวังในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนถึงครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างช่องทางได้เยอะขึ้นเรื่อยๆ และควรเห็นสกอร์ขั้นต่ำๆ1-2 ประตู
เป็นอีกทีต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และเมื่อไม่ได้ผลถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีจำต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระตือรือร้น ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 นะครับ แต่ตาม 0-1 จากนัดแรก แล้วเพราะเหตุใดถึงปลดปล่อยให้ตัวเองเหลือเวลาเพียง 45 นาทีท้ายที่สุด
2. นอกจากการเปลี่ยนแปลงในสนามแข่งขันแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือ คล็อปป์บางทีอาจจำต้องปรับแนวทางการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการเรียนรู้เกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีคุณย่า เขาเห็นนักเตะหงส์แดงเหี่ยวเฉาปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, เกาหลีใต้ และรัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทำนายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและการฝึกฝนที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะทำให้ลิเวอร์พูลตรากตรำในช่วงครึ่งฤดูข้างหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลส่ายหน้าไม่เชื่อแต่ข้างหลังเกมกับเซาธ์หมูแฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ พูดว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง คือนักเตะมองล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และแพ้บ่อยขึ้นในการฉกชิงบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่เห็นนักเตะลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เสมือนในระยะแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และนับว่าบีบคั้นกลุ่มเยี่ยมได้พอสมควร
แต่ก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นระยะๆไม่สม่ำเสมอ เสมือนจะบีบได้แล้ว แต่ท้ายที่สุดก็คลายออก ความฟิตของนักเตะจำต้องถูกตั้งปัญหาว่าคล็อปป์รีดมันออกมากระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. ควรเห็นด้วยเหอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่เพียงพอจะประมือกับอีก 4-5 กลุ่มบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีกลุ่ม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองคนไหนกันแน่ แต่อย่างที่เห็นเมื่อเกมเข้าสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม และคล็อปป์แทบจะไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาแปลงช้าเกินความจำเป็น แทนที่จะแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์บางทีอาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะดำเนินงานได้ดีกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักเตะใหม่ในช่วงเดือนมกราคม บางทีอาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และเขาก็มีส่วนถูกที่ว่ามันไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆเสมือนที่หลายท่านคิด ด้วยต้นสายปลายเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แต่ถึงถ้าอย่างนั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมแดนกลาง บางครั้งบางคราวข้อจำกัดบางข้อ ของดีราคาถูกเกินความจำเป็นก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังเพียงพอทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีกว่าปลดปล่อยให้ตายไปต่อหน้า
4. ทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างดังเดิมเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่จะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยกลุ่มจากการไปทำศึกสงครามแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดนะครับ และผมอาจจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยใจอยากให้ตกรอบแต่ไก่โห่เลยด้วย ความคาดหวังหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง เสียหายตั้งแต่ผ่านสองนัดแรก เนื่องจากว่าเซเนกัลปัดกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำแต้มได้ทั้งคู่เกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ มองตามหน้าเสื่อ เซเนกัลดีกว่าอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงเดือนกุมภาพันธ์

การแข่งขันนัดยิ่งใหญ่เอฟเอ คัพ

บิ๊กแมตช์แมตช์สำคัญ ของเอฟเอ คัพรอบก่อนรองชนะเลิศอยู่ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์
การกลับมาเยี่ยมถิ่นเก่าของ โชเซ มูรินโญ น่าจะสร้างการปรากฏข่าวได้อีกครั้งหลังจากช่วงก่อนในลีกนั้น เขาแพ้เชลซีเสียหาย แต่เท่ียวนี้มาในแบบฉบับที่ทีมปรับตัวได้ดีขึ้นกว่าระยะแรกที่เขาเริ่มดำเนินการกับแมนฯยูไนเต็ด
การไม่แพ้คนใดในลีกอย่างสม่ำเสมอ ผลงานในสนามดีขึ้นแม้ตารางคะแนนไม่ขยับแต่มั่นใจว่าเกมของแมนฯยูฯ ดีขึ้นกว่าเดิม

ปัญหามีเพียงแค่เรื่องเดียวที่กำลังคอยการตรวจดูนั่นคือ…ไม่มี สลาตัน อิบราฮิโมวิช แล้วจะเป็นอย่างไร

มั่นใจว่าเกมนี้…น่าจะเป็นที่ มูรินโญ ตัดสินใจโรเตชั่นนักฟุตบอลอีกหลายตำแหน่งอยู่แบบเดียวกันครับ เนื่องจากจุดหมายอย่างยูโรปา ลีก จัดว่าใกล้รอบก่อนรองชนะเลิศเข้าไปทุกครั้ง ผลเสมอกับคอยสคตอฟ แบบมีสกอร์กลับไปอยู่ที่บ้านช่วยได้เยอะแยะ

ปัญหาอยู่ที่การลงแข่งต่อเนื่องแบบนี้และไม่มีดาวยิงตัวเก่งที่เป็นเสาหลักของทีมปีนี้ลงสู่สนาม

มูรินโญ จะจัดการกับปัญหาออกมาแบบไหน

ส่วนทางด้านเชลซีติดลมบนกับผลงานในลีก ช่องว่าง 10 คะแนนของทีมคอนเต้ แล้วก็ผู้ปฏิบัติตามก็สลับกันสะดุด ทำให้ไม่มีทีมไหนใกล้พวกเขาได้ใกล้กว่านี้ ระยะห่างกำลังประจวบเหมาะเมื่อเหลืออีก 11 นัดในซีซั่น

เกมเอฟเอ คัพ น่าจะเป็นอีกเกมหนึ่งที่พวกเขาสามารถเล่นด้วยความเชื่อมั่นและมั่นใจได้

ว่ากันถึงเชลซีเจ้าถิ่นก่อนครับ….

นัดนี้ คอนเต้ อาจปรับสองสามตำแหน่งตามสไตล์ของเขา เวลานี้ผู้รายงานข่าวอังกฤษเองก็ไม่มั่นใจว่า จอห์น เทอร์รี ที่ลงสู่สนามเฉพาะเอฟเอ คัพ จะมีส่วนร่วมกับเกมนี้ เนื่องจากแมตช์นี้เกมใหญ่ พบแมนฯยูฯ

แต่หากเขาได้ลงสู่สนาม…จำต้องยกนิ้วให้ คอนเต้ เลยว่า ใจถึงจริง

ดินแดนกึ่งกลางหากจะปรับ…อาจจะเป็น มาว่ากล่าวช กับ เชสก์ ฟาเบรกาส ที่ตอนหลังยึดตัวจริงกลับมาได้ ใครสักคนจำต้องเล่นกับ กองเต้ ส่วนข้างหน้า วิลเลียน กับ เปโดร จำต้องแย่งกันลงสู่สนาม เนื่องจาก อาซาร์ กับ คอสต้า ยืนร่วมกันอยู่แล้ว

โดยเหตุนั้นตัวเลือกของ คอนเต้ ในเกมนี้เป็นเทอร์รี ลงหรือไม่ลงตัวจริง ดินแดนกึ่งกลาง มาว่ากล่าวช หรือ เชสก์ ข้างหน้า เปโดร หรือ วิลเลียน พอๆกับว่า 3 ตำแหน่งที่ คอนเต้ จะเลือกใช้เล่นกับแมนฯยูไนเต็ด ในเกมบิ๊กแมตช์เอฟเอ คัพ

นอกเหนือจากนี้อย่างเดิม…

ส่วนทางฝั่ง มูรินโญ อาจจะจำต้องคิดหนักว่าจะเลือกคนใดเล่นกองหน้าแทน อิบรา……เวย์น รูนีย์, มาร์คัส แรชฟอร์ด หรือเล่นร่วมกันเลย แล้วก็นั่นจำต้องปรับดูว่ากึ่งกลางสนับสนุนเกมอีกสองคนจะเป็นคนใด หากคู่นี้ลงสู่สนามพร้อม

มคิทาร์ยาน, มาต้า, มาร์กซิยาล ต้องมีคนนั่งดูหนึ่งคนละครับแบบนี้ หรือกึ่งกลางใช้ ป๊อกบา, เอรรา ไม่รวม คาร์ริค อีกคนหนึ่ง หากดูจากลักษณะการทำงานของ มูรินโญ เขาอาจจะจำต้องสลับนักฟุตบอลใช้งานอยู่แล้ว

มีเกมยูโรปา ลีก รออยู่ วันที่ 16 เดือนมีนาคม นัดชี้ชะตาการเข้ารอบ

นี่คือเกมที่ มูรินโญ จำต้องตัดสินใจเลือกใช้ 11 คนแรกเพื่อชนะเชลซีแล้วเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ

หากให้ทายใจหัวใจครับ….แนวรับ วาเลนเซีย, เอริก ไบยี, มาร์กอส โรโฮ แล้วก็ ดาลีย์ บลินด์ ดินแดนกึ่งกลาง เอรรา, ป๊อกบา แล้วก็น่าจะเป็น คาร์ริค ข้างหน้า แรชฟอร์ด, มคิทาร์ยาร์น, มาร์กซิยาล แล้วก็ มาต้า มีนั่งหนึ่งคนจากสี่ตัวรุก

มู น่าจะจัดแบบ 4-3-3 วัดกันไปเลย

ใจความสำคัญมันคือว่า…มูรินโญ จำต้องอ่านไต๋ของ คอนเต้ ว่าเกมนี้จะวางแทกว่ากล่าวกแบบไหน เนื่องจากตอนหลังเชลซีย้ำการเล่นแบบแทกว่ากล่าวกล้วนๆบางเกมหันมารับคอยสวนอย่างปัจจุบันที่เจอกับเวสต์หมูแฮม ลูกตอบโต้กลับของ อาซาร์ ชัดเลย

เข้ากล้วยๆแล้วก็ไม่ต้องเหนื่อยยากกับการเปิดเกมบุกแหลก

นัดนี้ คอนเต้ พบทีมใหญ่แบบเดียวกัน เพศผู้เล่นไม่เหมือนกันไม่มากมาย ผู้ฝึกสอนก็ฝีมือเสมอกันแบบนี้เขาน่าจะวางแผนรัดกุม เดินเกมตามสเตป ไม่ผลีผลาม อดทนคอยได้ ย้ำการโจมตีเร็ว กล่าวคือ บุกได้ก็บุกขึ้นไป

วิงแบกสองฝั่งพร้อมเพิ่มเติม… หากบุกมิได้ ย้ำเซตบอล เพลย์เซฟ มั่นใจว่า มูรินโญ น่าจะอ่านไต๋ของ คอนเต้ ออก เขาอาจจะเล่นแบบเดียวกัน คือย้ำความแน่ชัดในการเซตบอล หาช่องเข้าทำ ใจความสำคัญคือมั่นใจว่า…

การเซตบอลสู้กันอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากมายในดินแดนกึ่งกลาง อาจมีจังหวะส่งบอลพลาด โดนตัดบอลได้เกิดขึ้น ครั้งนี้อยู่ที่ความแม่นในการโจมตีแล้วละครับ มั่นใจว่า เกมออกมาสูสีกันราวๆนี้ ขึ้นกับจังหวะเข้าทำ

หากวัดกันถึงเกมรุกแล้วละก้อ….

เทียบเคียงกันเวลานี้โอเคแนวรุกของเชลซีดูน่ากลัวกว่า เนื่องจากทั้ง คอสต้า แล้วก็ อาซาร์ พร้อมลงทัณฑ์แนวรับแมนฯยูฯ ตรงกันข้ามเกมนี้ไม่มี อิบรา ลำพัง แรชฟอร์ด หรือหากเป็น รูนีย์ ดูแล้วอ่อนแรงในการทะลายเกมรับเชลซี

แต่มิได้แปลว่ามันเป็นได้ยาก

จะว่าไป….ดาวิด ลุยส์,W88อัสปิลิกวยต้า แล้วก็ เคฮิลล์ มีจุดอ่อนอยู่ โดยเฉพาะ ลุยส์ กับ เคฮิลล์ นั้นค่อนข้างช้านะ หากเทียบกับ แรชฟอร์ด ราวๆแบบนี้ มั่นใจว่า มูรินโญ ไม่น่าจะส่ง รูนีย์ ลงสู่สนาม ถ้าหากอยากทลายเกมรับเชลซี

มาร์กซิยาล, มาต้า ตัวรุกที่มีความคล่องตัว มีความเร็ว น่าจะได้ช่องมากกว่า รูนีย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ป๊อกบา จะเล่นเกมรุกกับคนใดเมื่อไม่มี อิบรา นี่ก็สำคัญ เนื่องจาก ป๊อกบา ไปอีกสเตปหนึ่ง แต่เขาจำต้องเล่นกับนักฟุตบอลที่รู้เท่าทันเขาด้วย

แม้จะโดนแฟนบอลล้อเลียน….แต่ผมมองดูอีกแบบหนึ่งครับ

ป๊อกบา เก่งจริง …เพียงห้อมล้อมข้างกายของเขามันไม่ถึงระดับที่เขาเล่นที่ตูริน นี้ก็สำคัญ หากไม่ติดเรื่องค่าจ้างแพงๆของเขา ผมว่า ไม่น่าจะมีอะไรไปกังขาถึงฟอร์มการเล่นของ ป๊อกบา

ยังไงเขาไม่ใช่ เมสซี ไม่ใช่ ซัวเรส หรือ พวกปั้นเกม เขาคือตัวทะลุทะลวงที่ดีจากดินแดนกึ่งกลาง แต่ต้องมีส่วนประกอบมาช่วยไง

มองดูแล้วหาก…มูรินโญ สามารถโจมตีความช้าของแนวรับเชลซี เล่นตรงสามเซนเตอร์นี่แหละ ไม่ต้องปีก เนื่องจากวิงแบกสองข้างเชลซีชั่วโมงนี่จัดจ้านมากมายทั้งรับแล้วก็รุก ว่ากันตรงๆเล่นบอลทางลึก แต่กลับด้านข้างตามจังหวะ ไม่ใช่เน้นทางนั้น

เชลซีเอง…โจมตีด้านข้างเนื่องจากวิงแบกก็จริง แต่บอลแนวลึก ทางลึกเจาะภายในไม่ธรรมดา อาซาร์, เปโดร, เชสก์ พร้อมเพิ่มเติมขึ้นไปเล่นได้ตลอดเวลา นี้ มูรินโญ ก็จำต้องมองเห็น แล้วก็ถ้าหากจะย้อนกลับมาใช้พื้นที่ด้านข้างเป็นตัวหลอกแล้วเจาะใน ได้ลุ้น
เซตพีสละครับริษัท…ไม่น่าแตกต่างมากเท่าไหร่นักสำหรับคู่นี้ การปกป้องถือว่าทำใช้ได้เสมอกันครับ พลาดกันยากสำหรับการเล่นเซตพีส
ตามหน้าเสื่อเชลซี ได้เปรียบ เล่นในบ้านด้วย ฟอร์มในลีกด้วย แต่นี่คือเอฟเอ คัพ หากแทกว่ากล่าวกของ มู ลงลอค บอลนัดเดียวแพ้ตกรอบ กำเนิดมาหลุดฟอร์มเฉพาะหน้าแฟนคลับตนเอง นัดนี้เชลซีก็ตกรอบได้ ผมมั่นใจว่า บอลคู่นี้ไม่ได้แตกต่าง

ความเป็นทีมใหญ่….มูรินโญ แล้วก็ คอนเต้ ต่างทราบว่ามันคือศักดิ์ศรี

ไม่สมควรแพ้…หรืออย่างน้อยที่สุดมันจำต้องเต็มที่ ไม่ปลดปล่อยให้อีกฝั่งหนึ่งคอนโทรลอะไรได้หมดทั้งเกมแน่ๆ

ผมยังมั่นใจว่า 50-50 ครับ ไม่มีเอียงฝั่งใด ได้โอกาสเสมอกันหากว่า แมนฯยูฯแมนยู  จะไม่มี อิบราฮิโมวิช ค้ำดินแดนหน้าแต่ ไม่ใช่ว่าอันตรายลดลง อาจจะขาดตัวแมตช์ วินเนอร์ แต่ฟุตบอลอยู่ด้วยระบบ แล้วก็มูรินโญ จำต้องพิสูจน์ในเกมนี้

ว่าฟุตบอลของเขาย้ำระบบมากว่าตัวบุคคล

หากผ่านเชลซีเข้ารอบรองชนะเลิศ….มันพอเพียงมองเห็นความรุ่งโรจน์ในลักษณะการทำงานของ มูรินโญ อยู่มากมายครับ หลายท่านถาม…ฟันธงเลยครับ
 

 

 

จ่ามูเซงปีศาจแดงสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

จ่ามู นายใหญ่ฝีปากกล้าของ ผี คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ลงสนามเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการแข่งขันก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า แมนยูบุกไปชนะด้วยคะแนน 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

จ่ามู ให้กําลังใจรานิเอรี่หลังโดนเลสเตอร์ ซิตี้ปลด

 

น้ามู นายใหญ่ฝีปากกล้าของ ปีศาจแดง ออกมาให้กําลัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของจิ้งจอก ที่เพิ่งโดนปลดไป

จิ้งจอก เพิ่งประกาศไล่ออกเคลาดิโอ รานิเอรี่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย  มูรินโญ่ ได้โพสต์ให้กําลังใจ รานิเอรี่ เมื่อทราบข่าวว่าเขาโดนปลด ''ไม่มีใครลบประวัติศาสตร์ที่นายเขียนขึ้นมาได้ แชมป์พรีเมียร์ และ ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า''

แฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด!เสี่ยหมู หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมแมนยู หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง

 มูรินโญ ผู้จัดการของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า ดาวยิงวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของแมนยู ที่ล่าสุด ดาวยิง ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้